วิกฤต PM2.5 คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร มักเกิดช่วงไหนของปี

โรคร้ายแรงมีอะไรบ้าง ซื้อประกันภัยโรคร้ายแรง ครอบคลุมโรคใดบ้าง?

ในช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปีทีไร สิ่งที่คนไทยต้องลุ้นและสร้างความกังวลใจคงหนีไม่พ้นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ปกคลุมเมืองจนดูเหมือนหมอกจาง ๆ หลายคนเริ่มเกิดความคุ้นชินเพราะเห็นกันอยู่ทุกปี จนอาจเผลอมองข้ามอันตรายที่แฝงมากับอากาศ แต่ความจริงแล้ว PM 2.5 คือภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างน่ากลัว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับฝุ่นควันชนิดนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยในทุกฤดูกาล


PM 2.5 คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัวกว่าฝุ่นทั่วไป

PM 2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของคนเราถึง 20-30 เท่า ความน่ากลัวยู่ที่ขนาดที่เล็ก ขนจมูกและระบบป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายไม่สามารถกรองออกไปได้ ทำให้เมื่อสูดดมเข้าไป อนุภาคฝุ่นขนาดจิ๋วนี้จะเดินทางผ่านหลอดลมเข้าสู่ปอด ลึกไปถึงถุงลม และที่อันตรายที่สุดคือสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปทำลายอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว แตกต่างจากฝุ่นละอองขนาดใหญ่ทั่วไปที่จะถูกดักจับไว้ได้ที่ทางเดินหายใจส่วนบน

อัปเดตสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย

ปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และไม่ใช่แค่ปัญหาของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่กลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่เกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ของประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงภายในประเทศเอง ประกอบกับสภาพอากาศปิดในช่วงปลายปี   ทำให้ฝุ่นพิษสะสมตัวหนาแน่น ใครที่เริ่มรู้สึกว่า ก็แค่ฝุ่น เดี๋ยวก็หาย อยากให้ลองตระหนักใหม่ เพราะความคุ้นชินนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคตได้ การตื่นตัวและป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


ทำไมช่วงปลายปีถึงต้นปี ฝุ่น PM 2.5 ถึงพุ่งสูงกว่าปกติ

ทำไมหน้าหนาวฝุ่น PM 2.5 ถึงพุ่งสูง

สาเหตุที่ค่าฝุ่นมักจะพุ่งสูงในช่วงปลายปีถึงต้นปี มาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่าความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้เกิดสภาวะอากาศปิด ลมสงบ หรือมีลมอ่อน ๆ ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท ฝุ่นละอองและมลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์จึงไม่สามารถลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ แต่กลับถูกกักขังและสะสมตัวอยู่ใกล้พื้นดิน ยิ่งสะสมนานวันเข้า ค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ก็ยิ่งสูงขึ้นจนเกินค่ามาตรฐาน

สาเหตุที่ทำให้เกิด PM 2.5

PM 2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

  • การคมนาคมขนส่ง ควันเสียจากรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รถบรรทุก และรถโดยสารสาธารณะสภาพเก่า
  • การเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด รวมถึงการเผาขยะและไฟป่า
  • ภาคอุตสาหกรรม การปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีการฟุ้งกระจายของฝุ่น
  • กิจกรรมในครัวเรือน การจุดธูปเทียน การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่การทำอาหารประเภทปิ้งย่างที่ใช้ถ่าน

ค่าฝุ่น PM2.5 เท่าไหร่ถึงจะอันตราย เช็กให้ชัวร์ก่อนออกจากบ้าน

เราสามารถตรวจสอบค่าฝุ่นละอองได้จากดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI (Air Quality Index) ผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ซึ่งจะแบ่งระดับความรุนแรงออกเป็นสี เพื่อให้เราเข้าใจง่ายและเตรียมตัวได้ถูก

  • สีฟ้า (0-25) อากาศดีมาก เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • สีเขียว (26-50) อากาศดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  • สีเหลือง (51-100) ปานกลาง กลุ่มเสี่ยงควรระวังสุขภาพ
  • สีส้ม (101-200) เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกัน
  • สีแดง (201 ขึ้นไป) มีผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกอาคาร

สูดดม PM 2.5 สะสม อันตรายต่อร่างกายอย่างไร

PM 2.5 อันตรายต่อร่างกายอย่างไร

การได้รับฝุ่นพิษสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าที่คิด 

ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

เมื่อสูดดมเข้าไป PM 2.5 จะก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม และกระตุ้นให้โรคประจำตัวกำเริบได้ง่ายขึ้น เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด

ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

อนุภาคขนาดเล็กที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ จะไปรบกวนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคหลอดเลือดสมอง

ผลกระทบต่อผิวหนังและดวงตา

ฝุ่นละอองสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ก่อให้เกิดผื่นคัน ผื่นแพ้ สิว และริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง ตาแห้ง และเยื่อบุตาอักเสบได้


PM 2.5 กับความเสี่ยงมะเร็งปอด ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ทำให้เกิดแค่อาการระคายเคืองหรือโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็งปอด เพราะอนุภาคขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ถุงลมปอด ซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่กระแสเลือด และสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สารพิษและสารก่อมะเร็งที่เกาะมากับฝุ่นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายเซลล์ปอด และเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ในระยะยาว

โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า 1 ใน 10 ของคนเป็นมะเร็งปอด เป็นผลมาจากมลพิษทางอากาศ และผู้ที่เสียชีวิตในไทย จาก PM 2.5 มีประมาณ 70,000 คน (ต่อปี) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่าฝุ่นพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือภัยเงียบที่กำลังสะสมความเสี่ยงอยู่ในร่างกายของเราทุกวัน การตระหนักถึงอันตรายตั้งแต่วันนี้ และการเตรียมพร้อมรับมือด้านสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดโอกาสสูญเสียในอนาคตได้

อาการที่อาจเป็นสัญญาณเตือนมะเร็งปอด อย่ามองข้ามความผิดปกติเล็ก ๆ

  • ไอเรื้อรัง หรือไอแล้วไม่หายสักที
  • ไอมีเสมหะปนเลือด
  • เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
  • หายใจมีเสียงวี๊ด เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • เสียงแหบเรื้อรัง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
  • กลืนอาหารลำบาก
  • ใบหน้าหรือเส้นเลือดบริเวณคอบวมผิดปกติ

ตรวจมะเร็งปอดเพื่ออะไร ทำไมการตรวจเร็วถึงสำคัญ

มะเร็งปอดเป็นโรคที่ “แทบไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก” ทำให้หลายคนพลาดช่วงเวลาสำคัญของการรักษา แต่หากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาให้หายขาดมีสูงมากถึงประมาณ 90% การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ อาศัยในพื้นที่ฝุ่นสูง หรือมีอาการไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

การตรวจไม่ได้มีไว้แค่ “หามะเร็ง” เท่านั้น แต่ยังช่วยให้แพทย์พบความผิดปกติของปอดตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มทางเลือกในการรักษาในอนาคต

วิธีการตรวจมะเร็งปอดที่ควรรู้ เอ็กซเรย์ กับ CT สแกน ต่างกันอย่างไร

การตรวจปอดที่หลายคนคุ้นเคยคือ การเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งสามารถใช้คัดกรองความผิดปกติพื้นฐานได้ แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งปอดได้โดยตรง และอาจไม่พบก้อนเนื้อขนาดเล็ก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น หรืออาจถูกบดบังด้วยซี่โครงและอวัยวะอื่น

ขณะที่การทำ CT สแกนปอด โดยเฉพาะแบบ Low-dose CT จะให้ภาพที่ละเอียดกว่ามาก สามารถมองเห็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก ความผิดปกติของเนื้อปอด และตำแหน่งที่เอ็กซเรย์อาจมองไม่เห็น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ให้ความแม่นยำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ซึ่งหากพบเร็วสามารถเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายได้สูงถึงประมาณ 90%

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง

  • ผู้ที่ยังไม่เคยตรวจปอด
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือใกล้ชิดคนสูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

เสริมเกราะป้องกันสุขภาพ รับมือโรคร้ายจาก PM 2.5

นอกจากการป้องกันและหมั่นตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแล้ว การเตรียมแผนรับมือค่าใช้จ่ายด้านการรักษาก็เป็นอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากฝุ่น PM 2.5 ที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง การมีเกราะป้องกันทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลทั่วไป และเงินก้อนสำหรับโรคร้ายแรง จะช่วยให้คุณอุ่นใจที่สุด โดยขอแนะนำให้พิจารณาประกัน 2 ประเภทควบคู่กัน ดังนี้

ประกันภัยสุขภาพ

ดูแลค่ารักษาตั้งแต่เริ่มป่วย เหมาะสำหรับคุ้มครองค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด หรือปอดอักเสบ ซึ่งต้องมีการตรวจวินิจฉัย (เช่น การทำ CT Scan) และการรักษาต่อเนื่อง

ประกันภัยสุขภาพ โลตัส แอคทีฟ เฮลท์ แผนประกันภัยที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนทำงานและความเสี่ยงจากมลพิษในชีวิตประจำวัน ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเมื่อสภาพอากาศกลายเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

  • คุ้มครองการป่วยจาก PM 2.5 และ Covid-19 ตอบโจทย์ความเสี่ยงในปัจจุบัน ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยจากปัจจัยแวดล้อมรอบตัว
  • เบิกค่ารักษาได้ทั้ง IPD และ OPD ความคุ้มครองรองรับทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ไม่ว่าจะเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลหรือเพียงพบแพทย์แล้วกลับบ้าน ก็สามารถเคลมได้ตามวงเงินแผนที่เลือก
  • ครอบคลุมอุบัติเหตุและกีฬาอันตราย คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทั่วโลก รวมถึงการบาดเจ็บจากกิจกรรมหรือกีฬาเสี่ยง ช่วยให้ใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างสบายใจ
  • เบี้ยเริ่มต้น เพียง 7,540 บาท/ปี* ขึ้นอยู่กับอายุผู้เอาประกัน ค่าเบี้ยเข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลักประกันสุขภาพในระยะยาว 

ประกันภัยมะเร็ง

เงินก้อนอุ่นใจ เมื่อภัยร้ายมาเยือน เหมาะสำหรับคุ้มครองความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการสูดดมฝุ่นพิษสะสมเป็นเวลานาน โดยประกันจะมอบเงินก้อนเพื่อนำไปใช้จ่ายในการรักษา หรือชดเชยรายได้ระหว่างพักฟื้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา หมดกังวลเรื่องค่ารักษาที่สูง

ประกันภัยมะเร็ง โลตัส แคนเซอร์ ฟิกซ์ 10 ฟอร์ ยู ประกันภัยมะเร็งที่ออกแบบมาเพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

  • เบี้ยคงที่ 10 ปี (Fixed Premium 10 Years) วางแผนการเงินได้ง่ายและชัดเจนด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยที่ "คงที่ตลอด 10 ปีแรก" นับจากวันที่เริ่มทำกรมธรรม์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าเบี้ยที่จะปรับสูงขึ้นตามอายุในช่วงแรก เมื่อครบ 10 ปี เบี้ยจึงจะปรับตามช่วงอายุของผู้เอาประกันภัยในขณะนั้น และจะคงที่ไปอีกรอบละ 10 ปี
  • ความคุ้มครองมะเร็งทุกระยะ ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมโรคมะเร็ง "ทุกระยะ" ไม่ว่าจะเป็นระยะลุกลามหรือระยะไม่ลุกลาม ซึ่งหมายความว่า หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะตรวจเจอเร็วในระยะเริ่มต้น หรือเจอเมื่อลุกลามแล้ว ก็จะได้รับผลประโยชน์ความคุ้มครองตามแผนที่เลือกไว้อย่างแน่นอน
  • รูปแบบความคุ้มครอง "เจอ – จ่าย – จบ" รับเงินก้อนทันทีเพื่อนำไปใช้จ่ายตามความต้องการ หากตรวจพบมะเร็งตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์เป็น "เงินก้อน" ตามจำนวนทุนประกันที่เลือกไว้ สูงสุดถึง 1,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแผน) ช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการบริหารเงินรักษาตัว หรือใช้ดูแลครอบครัวในยามเจ็บป่วย
  • เบี้ยเริ่มต้น เพียง 144 บาท/ 3 เดือน* ขึ้นอยู่กับอายุผู้เอาประกัน (ราคาสำหรับแผน 1 ทุนประกัน 200,000 บาท จ่ายเบี้ยสบายกระเป๋า เฉลี่ยวันละไม่กี่บาท)

วางแผนสุขภาพให้ครอบคลุม ต้องมีทั้งประกันภัยสุขภาพและประกันภัยมะเร็ง

การมีแค่ประกันภัยสุขภาพอาจไม่เพียงพอหากโชคร้ายตรวจพบมะเร็ง เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงนั้นสูงมาก ในขณะเดียวกัน การมีแค่ประกันภัยมะเร็งก็ไม่ครอบคลุมค่ารักษาโรคทั่วไป ดังนั้น การจัดพอร์ตประกันที่รัดกุมที่สุดสำหรับยุค PM 2.5 ครองเมือง ต้องมีทั้ง 

  • ประกันภัยสุขภาพหลัก (Health Insurance) เพื่อคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไป ค่าแพทย์ ค่ารักษาในโรงพยาบาล และการตรวจวินิจฉัยโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจจากฝุ่นพิษ 
  • ประกันภัยมะเร็ง เบี้ยคงที่ 10 ปี เพื่อรับเงินก้อนเมื่อเจอร้ายแรง โดยหากตรวจพบมะเร็งจริง จะได้รับเงินก้อนตามทุนประกัน เพื่อนำไปใช้ร่วมกับค่ารักษาหรือชดเชยรายได้ได้อย่างยืดหยุ่น

หากกำลังมองหาความคุ้มครองสุขภาพที่ช่วยเสริมความอุ่นใจในระยะยาว สามารถสอบถามและสมัครได้สะดวกที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส ในห้างโลตัสกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อช่วยเลือกแผนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความต้องการได้อย่างรวดเร็ว

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หน้ากากอนามัยธรรมดากันฝุ่น PM 2.5 ได้ไหม

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ทั่วไป (Surgical Mask) สามารถกันฝุ่น PM 2.5 ได้ในระดับหนึ่ง หากต้องการประสิทธิภาพสูงควรใช้หน้ากาก N95 หรือหน้ากาก KF94

PM 2.5 เข้ามาในบ้านได้ไหม

ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเล็ดลอดเข้ามาตามรอยต่อของประตู หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศได้ ดังนั้นในช่วงวิกฤตฝุ่นควรปิดประตูหน้าต่างให้สนิท

เครื่องฟอกอากาศจำเป็นไหมในช่วงค่าฝุ่นสูง

จำเป็นมาก เพราะเครื่องฟอกอากาศที่มีไส้กรอง HEPA จะช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กภายในบ้าน ทำให้อากาศหมุนเวียนสะอาดขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการสูดดมฝุ่นขณะพักผ่อน


สรุปบทความ

PM 2.5 คือภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด การเตรียมตัวรับมือและป้องกันอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ เริ่มต้นจากการสวมหน้ากากที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงการมีหลักประกันภัยสุขภาพที่มั่นคง ก็จะช่วยให้เราและคนที่เรารักผ่านพ้นช่วงวิกฤตฝุ่นนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจที่สุด

โลตัส มันนี่ พลัส (Lotus’s Money Plus) ผู้ให้บริการด้านการเงินและโบรคเกอร์ประกันภัยชั้นนำ ที่พร้อมดูแลคุณด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรผ่อนสินค้า ประกันภัยรถยนต์ และประกันภัยสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยบริการที่เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว

สนใจบริการ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • ติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส ในห้างโลตัสกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ
  • Call Center: โทร. 1712
  • เว็บไซต์: www.lotussmoney.com
  • Facebook: Lotus’s Money Plus

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทผู้รับประกันภัยกำหนด 

ให้บริการนายหน้าประกันภัยโดย บริษัท โลตัสส์ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด
ประเภท: ประกันภัย