8 โรคที่เกิดจากการทำงาน ที่ไม่ได้มีแค่ออฟฟิศซินโดรม!

การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกลายเป็นภาพชินตาของวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน หลายคนอาจเข้าใจว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำงานแบบนี้คืออาการปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หรือที่เรียกกันติดปากว่าออฟฟิศซินโดรม แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีโรคที่เกิดจากการทำงาน อีกหลายชนิดที่ซ่อนอยู่และมีความรุนแรงไม่แพ้กัน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 8 โรคร้ายที่วัยทำงานต้องระวัง เพื่อให้คุณรู้ทันและป้องกันได้ก่อนสาย

8 โรคที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ

8 โรคที่เกิดจากการทำงาน

เมื่อพูดถึงโรคที่เกิดจากการทำงานเรามักจะพบความผิดปกติที่เกิดจากพฤติกรรมซ้ำ ๆ สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และความเครียดสะสม ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 8 โรคหลักที่พบได้บ่อย ดังนี้

1. โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ขอปรับเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานค่ะ ไม่เน้นออฟฟิศ เพราะอยากขยายไปถึงพ่อค้าแม่ค้า หรือ blue collar ด้วยค่ะ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc) คือภาวะที่ส่วนประกอบภายในหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีลักษณะคล้ายเจลลี่เคลื่อนตัวหรือปลิ้นออกมาจากตำแหน่งปกติ จนไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลังหรือรากประสาท สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยอย่างมาก เนื่องจากส่งผลต่อการเคลื่อนไหวโดยตรง 

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • ปวดคอร้าวลงแขน ปวดหลังร้าวลงขา
  • มีอาการชาร้าวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ขยับตัวลำบาก
  • ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง

สาเหตุของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • การนั่งทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน จนกระดูกสันหลังผิดรูป
  • การก้มยกของหนักโดยไม่ถูกวิธี ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท
  • ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกตามอายุการใช้งาน
  • อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณกระดูกสันหลัง

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การตรวจวินิจฉัยละเอียด: แพทย์จะตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อดูจุดกดเจ็บและอาจส่งทำ Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพื่อดูตำแหน่งการกดทับของหมอนรองกระดูกที่ชัดเจน
  • การรักษาแบบประคับประคอง: การทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดเหยียดและสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลัง
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด: หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์ หรือผ่าตัดส่องกล้องเพื่อนำส่วนที่กดทับออก

2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection : UTI) คือ การอักเสบที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งรวมถึงไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการเข้าห้องน้ำไม่ตรงเวลา อาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียที่มีอาการรุนแรงได้

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ไหลน้อยหรือกะปริดกะปรอย
  • รู้สึกปวด เหมือนมีแรงกดทับที่อุ้งเชิงกราน
  • รู้สึกแสบขัดขณะปัสสาวะ
  • ปวดบริเวณท้องน้อย
  • ปัสสาวะมีสีขุ่นหรือมีเลือดปน

สาเหตุของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

  • ติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • พฤติกรรมที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ เช่น การกลั้นปัสสาวะนาน ๆ การทำความสะอาดอวัยวะเพศไม่ถูกวิธี รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): แพทย์จะเก็บตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่าความผิดปกติ เช่น การหาเชื้อแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว หรือเม็ดเลือดแดงที่ปนเปื้อน ซึ่งจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้แม่นยำ
  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ: แพทย์จะจ่ายยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อที่พบ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • การปรับพฤติกรรมเพื่อขับเชื้อ: เน้นให้ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะตามธรรมชาติ และต้องไม่อั้นปัสสาวะเด็ดขาดเมื่อรู้สึกปวด

3. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะ พบได้บ่อยในผู้หญิงเนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ซึ่งมักเป็นผลต่อเนื่องจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง 

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น หรือขุ่น
  • ปวดแสบเวลาปัสสาวะเกือบสุด
  • มีไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตัว
  • ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือด

สาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  • การติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (Escherichia coli) จากลำไส้เข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • พฤติกรรมการอั้นปัสสาวะจนเป็นนิสัย
  • การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือบ่อยครั้ง
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยทอง
  • การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นประจำ
  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน ที่อาจทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายละเอียด: แพทย์จะสอบถามพฤติกรรมการขับถ่าย ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) หากมีการติดเชื้อ แพทย์อาจส่งน้ำปัสสาวะเพื่อการเพาะเชื้อ ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจต้องมีการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) เพื่อดูความผิดปกติภายใน
  • การใช้ยาบรรเทาอาการ: แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะ ให้รับประทานต่อเนื่อง 3-7 วัน และอาจพิจารณาให้ยาลดการบีบเกร็งของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อช่วยลดอาการปวดหน่วงท้องน้อย และทำให้ปัสสาวะได้สบายขึ้น
  • การฝึกนิสัยการขับถ่าย: แพทย์จะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมโดยการเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา ไม่รอจนปวดมากค่อยไป และดูแลสุขอนามัยหลังการขับถ่ายให้ถูกต้องเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ

4. โรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน (GERD: Gastroesophageal Reflux Disease ) คือภาวะที่น้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนและระคายเคือง วิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้หลายคนละเลยเรื่องการกินให้ตรงเวลา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน โดยมักพบได้แทบทุกคนไม่ว่าจะทำงานอิสระ หรือเป็นชาวออฟฟิศ และหากปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพจากอาการเรอเปรี้ยวและกลิ่นปากได้

อาการและสัญญาณที่ควรระวัง

  • เรอเหม็น เปรี้ยว มีรสขมในปาก เพราะน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร
  • จุกเสียด แน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย เพราะมีกรดในกระเพาะอาหาร
  • ไอเรื้อรังหรือเจ็บคอตอนตื่นนอน เพราะกรดไหลย้อนขึ้นมาระหว่างนอนราบ
  • ตื่นมาแล้วแสบคอ บางรายเสียงแหบ เพราะกรดไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดลม
  • บางรายที่เป็นมากอาจแน่นหน้าอก หรือ แสบร้อนกลางอกและลิ้นปี่ (Heartburn)

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

  • กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเกิดการคลายตัวผิดจังหวะ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในช่วงกลืนอาหาร
  • แรงดันของหูรูดหลอดอาหารต่ำกว่าปกติ หรือมีภาวะกระเพาะอาหารเลื่อนขึ้นไปบริเวณหลอดอาหาร 
  • การบีบตัวของกระเพาะอาหาร หรือหลอดอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานกว่าที่ควร 
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ หรือกินอิ่มเกินพอดี
  • ภาวะความเครียด ทำให้หลอดอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น เมื่อมีกรดไหลย้อนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเกิดอาการแสบร้อน แน่น หรือจุกได้
  • ปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน การตั้งครรภ์ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม รวมถึงการใช้ยาบางประเภท

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด: หลีกเลี่ยงการนอนราบทันทีหลังทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หนุนหัวนอนให้สูงขึ้น งดอาหารรสจัดหรือของมันของทอดที่ย่อยยาก และควรปรับพฤติกรรมการกินเลิกกินอาหารตอนดึก
  • การรักษาด้วยยา: แพทย์จะให้ยากลุ่มลดการหลั่งกรด (PPIs) ยาเคลือบกระเพาะ และยาช่วยย่อย เพื่อลดความรุนแรงของกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาทำลายหลอดอาหาร
  • การส่องกล้องทางเดินอาหาร: ในรายที่มีอาการรุนแรง เรื้อรัง หรือทานยาแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะนัดส่องกล้องเพื่อดูแผลในหลอดอาหารและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาความเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มเติม

5. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) คือ การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งแตกต่างจากกรดไหลย้อนตรงที่มักจะมีอาการปวดท้องแบบจุกเสียดหรือปวดแสบเวลาท้องว่างหรืออิ่มจัด 

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่แบบจุกเสียด
  • ปวดท้องก่อนและหลังรับประทานอาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย
  • ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำในรายที่มีเลือดออกในกระเพาะ
  • ไม่มีความอยากอาหาร เบื่ออาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori)
  • การรับประทานยากลุ่มยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) และยาต้านเกล็ดเลือด
  • การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือการรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ
  • การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์
  • ความเครียดสะสมลงกระเพาะอาหาร

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การใช้ยาเฉพาะทาง: รักษาด้วยการทานยาลดกรด ยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร และยาขับลม เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียดและช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น
  • การปรับการรับประทานอาหาร: งดเว้นอาหารรสจัด แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชั่วคราว เลือกทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่ทานให้บ่อยขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อ H. pylori: หากรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลา แพทย์อาจตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

6. อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน

อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) คือความรู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวหมุนวน หรือตัวเองกำลังโคลงเคลงทั้งที่อยู่นิ่ง ๆ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวในหูชั้นใน พักผ่อนน้อยความเครียดและการจ้องหน้าจอนาน ๆ เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดอาการนี้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางหรือทำงานได้

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวหมุนติ้วหรือโคลงเคลง
  • ทรงตัวไม่อยู่ เดินเซ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หูอื้อ หรือได้ยินเสียงวิ้งในหู

สาเหตุของอาการบ้านหมุน

  • ความผิดปกติของอวัยวะรับการทรงตัวของหูชั้นใน
  • ความผิดปกติของระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต หรือสายตา
  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การใช้สายตาเพ่งหน้าจอนานเกินไป
  • ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ: แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ได้แก่
  • ตรวจการได้ยิน และตรวจการทำงานของระบบทรงตัวในหูชั้นใน
  • ตรวจการกลอกตาและการเคลื่อนไหวของลูกตาในท่าต่าง ๆ
  • ตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว
  • พิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจแพทย์ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจหัวใจ
  • ตรวจพิเศษ เช่น CT Scan, MRI, การตรวจแรงดันน้ำในหูชั้นใน และการตรวจสัญญาณประสาทของหูชั้นใน (ECOG)
  • การให้ยาตามอาการและสาเหตุ: เช่น ยาลดอาการเวียนศีรษะ ยากดระบบประสาททรงตัว ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน หรือยาช่วยการไหลเวียนเลือด และแนะนำให้นอนพักในท่าที่ศีรษะนิ่งที่สุดจนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น: เช่น การจ้องหน้าจอนาน แสงจ้า เสียงดัง และการเปลี่ยนท่าศีรษะอย่างรวดเร็ว
  • กายภาพบำบัดระบบทรงตัว: เช่น ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและดวงตา ฝึกยืน เดิน และท่าบริหารเฉพาะทางสำหรับหูชั้นใน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: เช่น พยายามเลี่ยงการอดนอน และพยายามนอนให้หลับสนิทต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 7 ชั่วโมง

7. อาการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ หรือพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ

โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

     อาการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) คือ ภาวะที่เส้นประสาทมีเดียน ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งการกล้ามเนื้อบางส่วนของมือ ถูกกดทับบริเวณข้อมือ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ข้อมือผิดท่า รวมถึงการใช้งานมือและข้อมือซ้ำ ๆ หรือหนักเกินไป จนทำให้พังผืดบริเวณข้อมือหนาขึ้นและไปกดทับเส้นประสาท

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • ชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง
  • ปวดข้อมือร้าวไปถึงแขน
  • รู้สึกเหมือนไฟช็อตที่นิ้วเป็นบางครั้ง
  • กล้ามเนื้อโคนนิ้วหัวแม่มือลีบลง
  • กำมือได้ไม่แน่น ของหลุดจากมือบ่อย

สาเหตุของอาการกดทับและพังผืดเส้นประสาทข้อมือ

  • ใช้คอมพิวเตอร์ เมาส์ หรือสมาร์ตโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่พักมือ
  • พิมพ์คีย์บอร์ดหรือคลิกเมาส์ในท่าที่ข้อมือพับ งอ หรือเอียงเป็นประจำ
  • ยกของหนัก บิด หมุน หรือใช้แรงที่ข้อมือซ้ำ ๆ
  • จับอุปกรณ์แน่นตลอดเวลา เช่น ขับมอเตอร์ไซค์ ขี่จักรยาน เล่นเกมต่อเนื่อง
  • นอนทับข้อมือ หรือพับข้อมือค้างไว้เป็นเวลานาน
  • ขาดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและข้อมือ
  • มีภาวะบวมของเนื้อเยื่อ เช่น การตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวเกิน

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การปรับสรีระและใส่อุปกรณ์ประคอง: ปรับท่าทางการวางมือให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ใช้อุปกรณ์รองข้อมือ และแพทย์อาจให้ใส่เฝือกอ่อนดามข้อมือ (Wrist Splint) ในเวลานอนเพื่อลดการพับงอ
  • การรักษาทางยาและกายภาพ: ทานยาต้านการอักเสบ ยาแก้ปวดปลายประสาท และวิตามินบีบำรุงเส้นประสาท ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดด้วยอัลตราซาวนด์
  • การผ่าตัดคลายพังผืด: หากอาการรุนแรงจนกล้ามเนื้อลีบหรือรักษาด้วยยาไม่หาย แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเล็กเพื่อตัดพังผืดที่กดทับเส้นประสาทออก ซึ่งใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน

8. โรคนิ้วล็อก หรือภาวะปลอกหุ้มเอ็นนิ้วอักเสบ

โรคนิ้วล็อก (Trigger Finger) คือ ภาวะที่ปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วเกิดการอักเสบ ทำให้การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นไม่ราบรื่น เกิดอาการสะดุด เหยียดงอไม่สุด หรือบางครั้งนิ้วค้างอยู่ในท่างอแล้วเหยียดกลับได้ยาก 

อาการของโรคและสัญญาณที่ควรระวัง

  • เจ็บโคนนิ้วมือเวลางอหรือเหยียด
  • นิ้วสะดุดกึกเวลาขยับ
  • นิ้วล็อกอยู่ในท่างอ เหยียดออกเองไม่ได้
  • มีก้อนนูนกดเจ็บบริเวณโคนนิ้ว

สาเหตุของโรคนิ้วล็อก

  • การใช้งานมืออย่างหนักและต่อเนื่อง เช่น การพิมพ์งาน การไถหน้าจอสมาร์ตโฟน หรือการจับอุปกรณ์ต่าง ๆ ติดต่อกัน
  • ปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมืออักเสบและหนาตัวขึ้น
  • การกำหรือบีบเกร็งนิ้วมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

วิธีการตรวจและแนวทางการรักษา

  • การรักษาแบบประคับประคอง: เริ่มต้นด้วยการแช่มือในน้ำอุ่นอุณหภูมิ 40-50 องศาเซลเซียสเพื่อคลายเส้นเอ็น บริหารยืดเหยียดนิ้วมือเบา ๆ และพักการใช้งานมือในท่าที่ทำให้เกิดอาการ
  • การใช้ยาและการฉีดยา: ทานยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดบวม หากไม่ดีขึ้นแพทย์อาจฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่บริเวณปลอกหุ้มเอ็นเพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว
  • การผ่าตัดเลาะพังผืด: ในระยะที่นิ้วล็อกติดแข็งจนเหยียดไม่ได้ หรือฉีดยาแล้วกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จะทำการผ่าตัดเล็กเพื่อสะกิดหรือตัดปลอกหุ้มเอ็นที่รัดเส้นเอ็นอยู่ออก ทำให้นิ้วกลับมาขยับได้ปกติ

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคยอดฮิตจากการทำงาน

การป้องกันโรคที่เกิดจากการทำงาน เริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยในแต่ละวัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้

  • ปรับสภาพแวดล้อม: จัดโต๊ะทำงานให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา และเก้าอี้รองรับหลังได้ดี
  • ขยับร่างกาย: ลุกเดินหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดไหลเวียน
  • ดื่มน้ำให้พอ: จิบน้ำระหว่างวัน เพื่อป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะ
  • พักสายตา: มองออกไปไกล ๆ หรือหลับตาพักสักครู่เพื่อลดอาการล้า

ทำไมวัยทำงานควรมีประกันภัยสุขภาพรองรับโรคเหล่านี้

โรคที่เกิดจากการทำงานหลายโรคต้องใช้การรักษาที่ต่อเนื่องและยาวนาน บางกรณีต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเดือน หรือถึงขั้นผ่าตัด ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่ได้จบแค่ค่ายาเพียงไม่กี่ครั้ง แม้จะมีสวัสดิการบริษัทรองรับบางส่วน แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด การมีประกันภัยสุขภาพส่วนตัวจึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การดูแลตัวเองไม่สะดุดกลางทาง

ประกันภัยสุขภาพช่วยวัยทำงานได้อย่างไรบ้าง?

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว โรคจากการทำงานมักต้องรักษาต่อเนื่อง ทั้งค่ายา กายภาพบำบัด ตรวจพิเศษ หรือผ่าตัด ซึ่งประกันช่วยแบ่งเบาภาระก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
  • เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน สามารถเลือกโรงพยาบาลหรือแพทย์เฉพาะทางได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสควบคุมอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ดูแลได้ครบตั้งแต่ตรวจจนฟื้นฟู ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยเชิงลึก การรักษา ไปจนถึงการทำกายภาพบำบัดและการติดตามอาการ
  • ลดความกังวลใจเมื่อต้องหยุดพักงาน เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา จะสามารถโฟกัสกับการพักฟื้นให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้เต็มที่
  • เสริมจากสวัสดิการบริษัทให้รอบด้านขึ้น ครอบคลุมในส่วนที่สวัสดิการอาจยังไม่ตอบโจทย์ ทั้งวงเงิน ระยะเวลารักษา หรือทางเลือกสถานพยาบาล

เสริมความมั่นใจเมื่อเจ็บป่วย ด้วยประกันภัยสุขภาพที่ตอบโจทย์คนทำงาน

สำหรับชาวออฟฟิศและคนที่ทำงานอิสระที่กำลังมองหาเกราะป้องกันความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการทำงานทั้ง 8 โรคข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ หรือพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ โรคนิ้วล็อก หรือภาวะปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมืออักเสบ

ขอแนะนำประกันภัยสุขภาพโรคแผนเวิร์ค ไลฟ์ หายห่วง ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลคนวัยทำงานโดยเฉพาะ พร้อมจุดเด่นที่ช่วยให้คุณทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวล

  • ครอบคลุม 8 โรคฮิตคนทำงาน ดูแลครบทั้งโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบ เวียนศีรษะบ้านหมุน พังผืดทับเส้นประสาท และนิ้วล็อก
  • วงเงินความคุ้มครอง IPD, OPD วงเงินความคุ้มครองครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) สูงสุด 1,000,000 บาท ต่อปี และผู้ป่วยนอก (OPD) 20,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 15 ครั้งต่อปี
  • ระยะเวลารอคอยสั้น (Waiting Period) เพียง 15 วันหลังจากกรมธรรม์อนุมัติ ก็เริ่มได้รับความคุ้มครองทันที
  • ไม่ต้องสำรองจ่าย เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาที่มีครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยลดภาระเรื่องเงินสดในกระเป๋าเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน

หากต้องการสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพระยะยาว สามารถติดต่อซื้อประกันภัยสุขภาพเฉพาะโรค แผนเวิร์ค ไลฟ์ หายห่วง ได้ที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส ซึ่งตั้งอยู่ในห้างโลตัสกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ ที่นี่มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณของคุณ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำงานออฟฟิศแต่ไม่ปวดเมื่อย ยังเสี่ยงเป็นโรคจากการทำงานไหม?

ยังมีความเสี่ยง เพราะโรคที่เกิดจากการทำงานบางโรคไม่ได้แสดงอาการปวดเมื่อยให้เห็นเสมอไป หลายภาวะอาจเกิดจากพฤติกรรมการทำงาน เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียด หรือการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบภายในของร่างกาย เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน โดยบางครั้งอาจไม่แสดงอาการปวดเมื่อยภายนอกในช่วงแรก

โรคจากการทำงานแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยไว้?

อาการที่มีผลต่อระบบประสาท เช่น ชา แขนขาอ่อนแรง หรืออาการที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง เช่น เวียนศีรษะบ้านหมุน ปัสสาวะเป็นเลือด ควรรีบพบแพทย์ทันที

ประกันภัยสุขภาพจำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทำงานออฟฟิศ?

จำเป็นมาก เพราะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรังที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งบางครั้งสวัสดิการพื้นฐานอาจไม่ครอบคลุมการรักษาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด

สรุปบทความ

สุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดของการทำงาน การรู้เท่าทันโรคที่เกิดจากการทำงาน ทั้ง 8 โรคนี้ จะช่วยให้เราตระหนักและหันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนจนสายเกินแก้ เริ่มปรับพฤติกรรมวันนี้ และวางแผนความคุ้มครองสุขภาพให้พร้อม เพื่อให้คุณมีความสุขกับการทำงานและมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน

โลตัสส์ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ ผู ้ให้บริการด้านการแนะนำประกันภัยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และการออมของคุณ ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันภัยชั้นนำที่คัดสรรแล้วพร้อมดูแลการชำระและผ่อนชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยบริการที่เข้าถึงง่าย สะดวก ที่เคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส ทุกสาขา

สนใจบริการ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • ติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส ที่ห้างโลตัสกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ
  • โทร. 02 627 8888 (ศูนย์บริการโบรคเกอร์ประกันภัย)
  • เว็บไซต์: www.lotussmoney.com
  • Facebook: Lotus’s Money Plus

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทผู้รับประกันภัยกำหนด 

  • ให้บริการนายหน้าประกันภัยโดย บริษัท โลตัสส์ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด 

 

ข้อมูลอ้างอิง

  • โรงพยาบาลกรุงเทพ
  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
  • โรงพยาบาลพระรามเก้า
  • โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ KDMS - ข้อดีมีสุข
ประเภท: ประกันภัย