ขับรถลุยน้ำท่วมต้องทำอย่างไร รถพังประกันภัยจ่ายไหม

สภาพอากาศที่แปรปรวนและคาดเดาได้ยากในปัจจุบัน ทำให้บางครั้งเกิดพายุฝนตกหนักกะทันหันจนน้ำระบายไม่ทันและเกิดน้ำท่วมขังบนผิวจราจร ปัญหานี้สร้างความหนักใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก บทความนี้ Lotus's Money Plus จึงรวบรวมเทคนิคขับรถลุยน้ำท่วมให้ปลอดภัยและวิธีดูแลรถหลังลุยน้ำมาฝาก พร้อมไขข้อสงสัยที่ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันจนรถพัง ประกันภัยรถยนต์จะจ่ายเคลมให้หรือไม่ เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือและขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์


ขับรถลุยน้ำท่วมต้องทำอย่างไร ประกันภัยจ่ายไหม

เทคนิคเอาตัวรอดเมื่อต้องขับรถลุยน้ำท่วม

การขับรถลุยน้ำท่วมขังบนถนนจำเป็นต้องอาศัยทักษะและความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าไปสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน

1. ประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจลุย

ก่อนจะขับรถฝ่าน้ำท่วม ควรประเมินระดับน้ำบนถนนเบื้องต้นโดยสังเกตจากรถคันหน้าหรือฟุตบาท หากระดับน้ำสูงเกินกว่าครึ่งล้อรถยนต์ หรือท่วมถึงระดับใต้ท้องรถ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนั้น เพราะน้ำอาจทะลักเข้าสู่ห้องโดยสารและทำให้ระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้

2. ใช้เกียร์ต่ำและคุมรอบเครื่องให้คงที่

การขับรถลุยน้ำท่วมควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อรักษาแรงบิดและป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ดับ สำหรับรถเกียร์ธรรมดาควรใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติให้เลือกใช้เกียร์ L หรือเกียร์ 1 และพยายามรักษารอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับประมาณ 1,500 - 2,000 รอบต่อนาทีอย่างสม่ำเสมอ

วิธีขับรถลุยน้ำท่วม

3. หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องแรงกลางน้ำ

เมื่ออยู่กลางสภาพน้ำท่วมขัง ไม่ควรเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่กระแทกเข้าหาตัวรถ และเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะถูกดูดเข้าไปในระบบกรองอากาศจนทำให้เครื่องยนต์พังเสียหาย ควรขับด้วยความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ

4. ปิดระบบปรับอากาศเพื่อลดภาระเครื่องยนต์

การเปิดแอร์ขณะขับรถลุยน้ำท่วมจะทำให้พัดลมระบายความร้อนทำงาน ซึ่งใบพัดอาจตีน้ำและเศษขยะที่ลอยมาให้กระเด็นเข้าไปในห้องเครื่อง สร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้ ดังนั้นควรปิดแอร์ทันทีเมื่อต้องขับฝ่าบริเวณที่น้ำท่วมสูง

5. เว้นระยะจากรถคันหน้าเพื่อป้องกันคลื่นน้ำ

เมื่อถนนเปียกลื่นและผ้าเบรกมีประสิทธิภาพลดลงจากการแช่น้ำ ควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ 2-3 เท่า เพื่อให้มีระยะเบรกที่ปลอดภัยเพียงพอ และป้องกันคลื่นน้ำที่กระเพื่อมซัดมาจากรถคันหน้าซัดเข้ามาในห้องเครื่องยนต์ของเรา

6. หากเครื่องดับกลางน้ำไม่ควรสตาร์ตรถซ้ำ

ในกรณีที่โชคร้ายเครื่องยนต์เกิดดับขณะขับรถลุยน้ำท่วม สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดคือ การสตาร์ตเครื่องยนต์ซ้ำ เพราะจะยิ่งทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้ สร้างความเสียหายรุนแรงจนอาจต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ควรเปิดไฟฉุกเฉินและติดต่อขอความช่วยเหลือเพื่อลากจูงรถไปยังพื้นที่แห้ง

รถลุยน้ำท่วม ประกันภัยรถยนต์รับเคลมหรือไม่

หลายคนสงสัยว่าหากขับรถลุยน้ำท่วมจนรถพัง ประกันภัยรถยนต์จะรับผิดชอบหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันภัยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากคุณทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 บริษัทประกันจะให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น ขับรถลุยน้ำท่วมเพราะมีฝนตกหนักกะทันหัน หรือจอดรถทิ้งไว้แล้วเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

อย่างไรก็ตาม หากมีป้ายประกาศเตือนเส้นทางน้ำท่วมขังอย่างชัดเจน แต่ผู้ขับขี่ยังคงฝืนขับรถลุยน้ำท่วมเข้าไปจนเกิดความเสียหาย กรณีนี้บริษัทประกันอาจปฏิเสธการเคลมได้เนื่องจากถือเป็นการจงใจนำรถไปเสี่ยงภัย ส่วนประกันภัยชั้นอื่น ๆ จะไม่คุ้มครองกรณีน้ำท่วม ยกเว้นจะมีการซื้อความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วมโดยเฉพาะเพิ่มเติมไว้ในกรมธรรม์

หลังขับรถลุยน้ำท่วม ต้องเช็กอะไรบ้าง

ขับรถลุยน้ำท่วม ต้องเช็กอะไรบ้าง

เมื่อขับรถฝ่าวิกฤตน้ำท่วมมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ควรตรวจเช็กสภาพอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง โดยมีจุดสำคัญที่ต้องสังเกตดังนี้

1. ทดสอบระบบเบรกให้มั่นใจ

หลังจากขับรถลุยน้ำท่วม ผ้าเบรกและจานเบรกจะเปียกชื้น ทำให้ประสิทธิภาพการเบรกลดลง ควรเหยียบเบรกย้ำ ๆ เบา ๆ เพื่อไล่ความชื้นออก และสังเกตว่า มีเสียงดังผิดปกติหรือเบรกลื่นหรือไม่ หากพบความผิดปกติควรนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถที่เชื่อถือได้ทันที

2. เช็กน้ำมันเครื่องและของเหลวในรถ

น้ำอาจเล็ดลอดเข้าไปผสมกับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันเฟืองท้ายขณะขับรถลุยน้ำท่วม สังเกตได้จากการดึงก้านวัดระดับน้ำมันขึ้นมาดู หากพบว่า น้ำมันมีสีขุ่นขาวคล้ายชาเย็น แสดงว่ามีน้ำปนเปื้อน ต้องรีบเปลี่ยนถ่ายของเหลวใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันชิ้นส่วนภายในสึกหรอ

3. สังเกตระบบปรับอากาศ

ความชื้นจากการขับรถลุยน้ำท่วมอาจสะสมในระบบแอร์ ทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นเหม็นอับชื้นภายในห้องโดยสาร ควรทำความสะอาดไส้กรองแอร์หรือเปลี่ยนใหม่ และเปิดพัดลมแอร์เบอร์แรงสุดโดยไม่เปิดน้ำยาแอร์เพื่อไล่ความชื้น[3] [4] จนกว่ากลิ่นเหม็นอับชื้นจะหายไป

4. ตรวจสอบลูกปืนล้อและระบบช่วงล่าง

ลูกปืนล้อเป็นชิ้นส่วนที่ต้องแช่น้ำขณะขับรถลุยน้ำท่วม ทำให้น้ำอาจเข้าไปชะล้างจาระบีที่หล่อลื่นอยู่จนเกิดสนิมและเสียงดังเวลาขับขี่ ควรนำรถไป[5] [6] เข้าศูนย์บริการหรืออู่เพื่ออัดจาระบีใหม่และตรวจเช็กสภาพช่วงล่างทั้งหมดว่ามีความเสียหายหรือไม่

5. เช็กเพลาขับและเฟืองท้าย

หลังขับลุยน้ำท่วม ยางหุ้มเพลาขับอาจฉีกขาดจากการกระแทกเศษขยะใต้น้ำ ทำให้น้ำทะลักเข้าไปทำลายจาระบีและชิ้นส่วนภายใน รวมถึงท่อหายใจของเฟืองท้ายก็อาจมีน้ำซึมเข้าไปได้ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด

6. สังเกตระบบไฟฟ้าและสัญญาณไฟรอบคัน

น้ำท่วมขังอาจทำให้ระบบไฟฟ้าลัดวงจร หรือมีน้ำซึมเข้าไปในโคมไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว ควรตรวจสอบการทำงานของไฟทุกจุดว่า ยังติดครบและสว่างปกติหรือไม่ รวมถึงลองเปิดไฟสูง ไฟเบรก และไฟฉุกเฉินเพื่อเช็กความพร้อมในการใช้งาน หากพบว่าไฟติด ๆ ดับ ๆ หรือมีไอน้ำเกาะภายในโคม ควรรีบนำรถเข้าตรวจเช็กทันที

หมดห่วงเรื่องรถลุยน้ำท่วม เปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ที่ โลตัส มันนี่ พลัส

การขับรถลุยน้ำท่วมไม่ใช่แค่เรื่องของความลำบากในการเดินทาง แต่ยังแฝงความเสี่ยงที่อาจทำให้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายหนักจนต้องเสียค่าซ่อมหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนได้ การมีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ติดรถไว้จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจะต้องเจอสภาพอากาศแปรปรวน หรือเหตุสุดวิสัยบนท้องถนน

โลตัส มันนี่ พลัส ช่วยให้เรื่องประกันภัยรถยนต์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งความคุ้มครองที่ครอบคลุมและเงื่อนไขที่ไม่ซับซ้อน พร้อมตัวเลือกการแบ่งจ่าย 0%* นานสูงสุด 10 เดือน ทั้งเงินสดและบัตรเครดิตโลตัส ช่วยให้บริหารค่าใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

และที่สำคัญ เรื่องการทำประกันภัยจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะสามารถเข้าไปสอบถาม เปรียบเทียบราคา และเลือกแผนความคุ้มครองที่ตรงใจได้ทันที ที่เคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส กว่า 200 สาขาทั่วประเทศที่ห้างโลตัส โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและมั่นใจได้ว่ารถคันโปรดจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รถเก๋งขับลุยน้ำท่วมได้ลึกแค่ไหน

โดยทั่วไปรถเก๋งสามารถขับรถลุยน้ำท่วมได้ในระดับความสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร หรือประมาณครึ่งล้อรถยนต์ หากระดับน้ำสูงกว่านี้จะมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ห้องโดยสารหรือเครื่องยนต์ได้

ถ้ารถดับกลางน้ำท่วมควรทำอย่างไร

หากเครื่องยนต์ดับขณะขับรถลุยน้ำท่วม ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์ซ้ำอย่างเด็ดขาด ให้เปิดไฟฉุกเฉิน นำผู้โดยสารออกจากรถไปยังพื้นที่ปลอดภัย และรีบติดต่อบริษัทประกันภัย หรือบริการรถยกเพื่อนำรถออกจากพื้นที่น้ำท่วม

รถลุยน้ำท่วมแล้วต้องรีบทำอะไรทันที

เมื่อขับรถพ้นจากพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ควรเหยียบเบรกย้ำ ๆ เบา ๆ เพื่อไล่ความชื้น อย่าเพิ่งดับเครื่องยนต์ทันทีเมื่อถึงที่หมาย ให้ติดเครื่องทิ้งไว้สักพักเพื่อให้น้ำในระบบท่อไอเสียระเหยออกไป และรีบนำรถไปเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถเพื่อตรวจเช็กสภาพโดยเร็วที่สุด

สรุปบทความ

การขับรถลุยน้ำท่วมเป็นสถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเผชิญหน้า ผู้ขับขี่ควรมีสติและนำเทคนิคต่าง ๆ เช่น การใช้เกียร์ต่ำ การรักษาระยะห่าง และการปิดแอร์ ไปปรับใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่รถจะพังเสียหาย ที่สำคัญอย่าลืมหมั่นตรวจเช็กสภาพรถยนต์หลังลุยน้ำ และทำประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วมติดไว้ เพื่อความอุ่นใจและพร้อมรับมือกับทุกสภาพอากาศในฤดูฝนนี้

โลตัสส์ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ ผู้ให้บริการด้านการแนะนำประกันภัยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และการบริหารการเงินของคุณ ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันภัยชั้นนำที่คัดสรรแล้ว พร้อมดูแลการชำระและแบ่งชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยบริการที่เข้าถึงง่าย สะดวก ที่เคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส

สนใจบริการ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • ติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์ โลตัส มันนี่ พลัส ที่ห้างโลตัสกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ
  • โทร. 02 627 8888 (ศูนย์บริการโบรคเกอร์ประกันภัย)
  • เว็บไซต์: www.lotussmoney.com
  • Facebook: Lotus’s Money Plus

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทผู้รับประกันภัยกำหนด 

  • ให้บริการนายหน้าประกันภัยโดย บริษัท โลตัสส์ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด
  • กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 3%-15% ต่อปี
  • บัตรเครดิต : ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ประเภท: ประกันภัยรถยนต๋